มิร่า อัสลินนิงเตียส

ลูกหลานแห่งภูเขาไฟ จงมารวมตัวกัน

1/
“เวทย์มนตร์คาถา, อาจเป็นความรู้สึกแรกเริ่มดั้งเดิมที่สุดของมนุษย์, เป็นประสบการณ์แห่งการดำรงอยู่ในโลกที่สร้างขึ้นมาจากความรู้และปัญญาอันหลากหลาย, การหยั่งรู้สัญชาตญาณอันมาจากการรับรู้เป็นรูปแบบหนึ่งของประสบการณ์, การดำรงอยู่ด้วยการคาดคะเนและผัสสะ, แม้ว่าความรู้สึกนั้นจะต่างไปจากความรู้สึกของเราเอง” – David Abram1

———

เมื่อตอนที่ฉันเป็นเด็ก มีบางคืนที่พิเศษกว่าคืนอื่นๆ พ่อกับแม่จะอนุญาตให้ฉันและพี่สาวนอนดึกกว่าปกติ เพื่อพาเราไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง ทานข้าวนอกบ้าน และระหว่างทางที่เรากลับบ้าน เราก็ได้มองเห็นประกายพวยพุ่งของของลาวาจากระยะไกล จุดที่เราจะมองเห็นได้ชัดเจนและชอบที่สุด คือ บนถนน, ใกล้แม่น้ำ, ใกล้กับทุ่งนา และบนเนินเขา ราวกับว่าเป็นการเล่นกับอันตรายจากระยะที่ปลอดภัย ในช่วงเวลาเป็นเด็กเราไม่ได้มีความกังวลกับอันตรายของภูเขาไฟเลยแม้แต่น้อย พ่อของเรา ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเคยกล่าวว่า ตราบใดที่ลาวายัง ภูเขาไฟก็ยังไม่ถูกปิดกั้น ดังนั้นจึงยังไม่เป็นอันตรายใดๆ  มันอาจเป็นคำพูดราวกับไร้เดียงสาแต่เราก็เชื่อสิ่งที่สิ่งที่บอกพ่อกับเรา สำหรับพวกเราในช่วงเวลานั้นการเห็นเถ้าถ่านของลาวาม้วนตัวอย่างช้าๆ ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นราวกับกำลังดูการแสดงของพลุไฟ เราจ้องมองความงดงามของภูเขาไฟเพียงชั่วขณะหนึ่ง  น้องสาวของฉันมักจะนั่งบนไหล่ของพ่อเพื่อมองเห็นได้ชัดขึ้น ส่วนฉันนั่งอยู่บนรถเข็นเด็ก แม่ของเรามักจะบอกกับพวกเราเสมอว่าอย่าชี้นิ้วไปที่ภูเขาไฟ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพ เธอบอกว่า “การชี้นิ้วไปที่ภูเขาไฟไม่สุภาพ เหมือนกับการที่เราชี้นิ้วไปที่คุณปู่”

ฉันพบเห็นการระเบิดของภูเขาไฟครั้งแรกตอนฉันอายุ 8 ขวบ ในวันธรรมดาวันหนึ่งของปี 1994 เราอยู่ในห้องเรียนตอนที่ครูใหญ่เดินเข้ามาในห้องแล้วบอกคุณครูอย่างสุขุมแต่หนักแน่นจริงจังว่า “คุณปู่กำลังไอ ทุกคนควรรีบกลับบ้าน” ครูก็ไม่อยากให้โกลาหลเช่นกันจึงบอกกับนักเรียนทุกคนว่า “เด็ก ๆ โรงเรียนเลิกแล้ว ทุกคนควรกลับบ้านอย่างระมัดระวัง และให้ตรงกลับไปหาพ่อแม่อย่างเร็วที่สุดที่สุดเท่าที่จะทำได้” ฉันเดินกลับบ้านพร้อมกับเพื่อน 4 คนที่บ้านอยู่ใกล้กัน ระหว่างทางนั้นฉันมีคำถามสงสัยมากมาย พวกเรามองเห็นทวยเถ้าถ่านสีเข้มพุ่งขึ้นมาจากภูเขาไฟ บนถนนเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก เพื่อนบ้านจับกลุ่มกันด้วยสีหน้ากังวล ป้าของฉันจับมือน้องสาวฉันด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็อุ้มน้องสาวที่เพิ่งเกิด ฉันทนไม่ได้อีกต่อไปจึงถามออกไปว่า ใครคือคุณปู่ที่กำลังไอ? เขม่าควันสีเทาเข้มที่ปกคลุมไปทั่วหมู่บ้านของเราคืออะไร? ทำไมผู้คนดูตระหนกตกใจ ? มีอะไรเกิดขึ้น?

ป้าของฉัน ซึ่งเป็นนักเล่าเรื่อง บอกให้เรานั่งลงและเล่าด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ป้าจะเล่าเรื่องความลับของครอบครัวของเราให้ฟัง และเราจะต้องเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในใจของเราเสมอในช่วงเวลาเช่นนี้ ในภูเขาไฟ มีอาณาจักรที่ซึ่งบรรพบุรุษของเราได้อาศัยอยู่ พวกเราในฐานะที่เป็นชาวบ้านก็เป็นเหลนของภูเขาไฟ ดังนั้น เราจึงควรเคารพภูเขาไฟในทางกลับกันภูเขาไฟก็จะปกป้องเรา ถ้าปู่ของเราไอ หมายถึงมีการก่อสร้างเกิดขึ้นที่อาณาจักร พวกเราก็ควรจะหลีกทางให้ฉันคิดว่าฉันคงเรียนรู้นิทานเตือนใจลแะประเพณีต่างๆ ได้ทั้งวัน แต่เสียงของป้าก็ถูกขัดจังหวะด้วยรถและรถพยาบาลที่พาผู้บาดเจ็บมาจากทางตอนเหนือของหมู่บ้าน  ในทางตรงข้าม นักท่องเที่ยวหลายคนตัดสินใจที่เดินขึ้นไปที่สูงเพื่อที่มองเห็นการหลากของหินชิ้นภูเขาไฟได้ชัดขึ้น  (pyroclastic cloud) แทนที่จะ “หลีกทางให้” นั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ลมพัดมาโดนพวกเขาและพาธุลีหลาก 2 (nuée ardente) มาด้วย ชาวบ้านเรียธุลีหลากนี้ว่า “wedhus gembel’ หรือ “ขนแกะที่เป็นลอน” ในสัปดาห์ถัดไปทั้งหมู่บ้านถูกอพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ในหลายสัปดาห์ต่อจากนั้น พ่อของเรากับพร้อมกับผู้ชายในหมู่บ้านพากันลาดตะเวนตรวจตราในเวลากลางคืน หรือผู้กลุ่มเฝ้าระวังในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นระบบป้องกันของชุมชน โดยใช้รหัสและเสียงของกลองสลิทหรือกลองกรีดเป็นเสียงเตือน  หากไม่มีเสียงกลองสลิท3 ดังขึ้น ชาวบ้านก็จะสามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างสงบใจในบ้านของพวกเขา

หลังจากผ่านประสบการณ์การปะทุของภูเขาไฟเมราปีเป็นครั้งแรก ฉันเรียนรู้ว่าภูเขาไฟและทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ล้อมรอบตัวเราล้วนแต่เป็นสิ่งมีชีวิตด้วยกันทั้งนั้น หินทุกก้อน, ก้อนกรวดทุกชิ้น, ต้นไม้, สัตว์ต่างๆ, ภูเขา, แม่น้ำ, สายฝน ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ล้วนแต่มีจิตวิญญาณ มีองค์ความรู้และมีพลัง ผู้คนที่อาศัยอยู่รอบภูเขาไฟเชื่อว่าพวกเราแบ่งปันพื้นที่อาศัย ไม่เฉพาะเพียงกับสัตว์และพืชนานาชนิด หากยังรวมไปถึงเหล่าวิญญาณของบรรพบุรุษ, เทพเทวดา, สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ, และผู้คุ้มครองธรรมชาติ การอาศัยอยู่ร่วมกันจึงสำคัญที่การเคารพและปกป้องสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพื่อรักษาความสมดุลและต่างตอบแทนกัน ภูมิปัญญาด้านระบบนิเวศปรากฏอยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์4 ยังคงบริสุทธิ์และได้รับการปกป้องดูแล หลังจากวันนั้น นิทานก่อนนอนของพวกเราก็เพิ่มจำนวนและมีความหลากหลายขึ้นตั้งแต่นิทานของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน  (Hans Christian Andersen),​ อีนิด ไบลตัน (Enid Blyton) ไปจนถึงเรื่องเล่าปากเปล่าเกี่ยวกับตำนานของอาณาจักรภูเขาไฟเมราปี และตำนานของ “Bahureksa” ผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งภูเขาเมราปี

พวกเราฟังเรื่องราวที่พ่อแม่เล่าให้ฟังอย่างตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเหล่าสัตว์ต่างๆ ที่เป็นของ Bahureksa ซึ่งอาศัยอยู่ในภูเขาเมราปี ตั้งแต่ปลาที่ส่องแสง, เหล่ากบที่เป็นดั่งทหารผู้พิทักษ์, สัตว์ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์กว่าสัตว์อื่น เช่น ม้าป่าที่อาศัยที่ Patuk Alap-Alap, เสือขาวที่อาศัยใน Hutan Blumbang5 (“Hutan” คือป่าอยู่ในบริเวณชายขอบระหว่างตำนานปรัมปราและความจริง) ในความเป็นจริง เสือขาวไม่ได้เป็นสัตว์พื้นถิ่นของเกาะชวา เสือขาวแห่งภูเขาเมราปีเป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานที่เชื่อถือกันว่าเป็นวิญญาณที่ช่วยคุ้มครองบรรพบุรุษของชาวบ้านที่อยู่ภายใต้ภูเขาเมราปี คนบางคนที่เคยพบกับเสือขาวเล่าว่าเสือขาวปรากฏตัวเพื่อเตือนนักเดินป่าและมีข้อห้ามมิให้มีการจับหรือฆ่าเสือขาว หากนักเดินป่าพบกับเสือขาวระหว่างทางที่กำลังเดินอยู่ นักเดินป่าจำเป็นต้องเดินกลับไปยังทางเดิมที่เดินมา, เปลี่ยนเส้นทาง หรือควรเดินทางกลับบ้าน มิอย่างนั้นอาจจะประสบกับสิ่งที่ไม่ดีหรืออาจพบกับอันตรายได้

ในขณะเดียวกัน สัตว์อื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นสัตว์ในตำนานที่เป็นของผู้มีอำนาจในภูเขาเมราปีมีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณเตือนในเบื้องต้นเมื่อภูเขาไฟเมราปีปะทุขึ้นก่อนจะมีการระเบิดของภูเขาไฟ สัตว์ป่าที่ซ่อนตัวอยู่จะปรากฏตัวและเข้ามาในหมู่บ้าน ตามความเชื่อของพื้นถิ่น Bahureksa  ส่งสัตว์เหล่านี้มาที่หมู่บ้านเพื่อเตือนและบอกผู้คนว่าถึงเวลาเตรียมตัวและอพยพเพราะว่าการระเบิดกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า  นอกจากนี้ พฤติกรรมแปลกๆ ของสัตว์ถือเป็นการเตือนว่าจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้น  ไม่เพียงเฉพาะกับภูเขาเมราปี  หลังฐานจากเรื่องเล่าที่มาจากในหลายๆ พื้นที่ในโลกที่บอกเล่าถึงเรื่องราวการอพยพของสัตว์นานาชนิดก่อนที่จะเกิดภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว, สึนามิ, พายุ, หรือการระเบิดของภูเขาไฟ แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนอาจจะยังไม่เชื่อเกี่ยวกับการเตือนภัยนี้ กระนั้น โดยทั่วไปแล้วสัตว์มีสัญชาตญาณสูงสามารถรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบตัวได้แม้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เรียกว่าเป็นความสามารถที่จะรู้สึกถึงการส่งสัญญาณทางกายภาพ/ธรณีฟิสิกส์ก่อนมนุษย์ พฤติกรรมแปลกๆ ของสัตว์ในฐานะที่เป็นระบบการเตือนภัยในระยะแรกเป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้พื้นถิ่นที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อใช้ในการอ่านสัญญาณการระเบิดในเบื้องต้น  การผ่านวงจรของการปะทุของภูเขาไฟทำให้ชาวบ้านมีความทรงจำผ่าน ผัสสะต่าง ทั้งความรู้สึกถึงความร้อนที่เกิดขึ้นมาจากการเพิ่มสูงขี้นของอุณหภูมิอย่างกระทันหัน, การได้ยินเสียงหินที่กลิ้งดังก้องจากระยะไกล, และความรู้สึกเหมือนมีหนามทิ่มแทงที่ผิวหนังเมื่อเถ้าถ่านเริ่มตกลงมาจากการเกิดธรณีหลาก

ในระบบความเชื่อพื้นถิ่นของชาวชวา มีกระบวนการเรียนรู้ที่รู้จักกันว่า “niteni, niroake, nambahi”6 ประการแรก คำว่า “niteni” หมายถึงการสังเกต (หรือ ‘ilmu titen’ ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวชวาที่อยู่บนฐานคิดแบบวิทยาศาสตร์อันเกี่ยวข้องกับความรู้สึกในเชิงผัสสะต่อสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ, ทักษะต่างๆ และการสังเกตในการอ่านปรากฏการณ์ธรรมชาติเพื่อคาดการณ์ภัยพิบัติ  คำที่สอง “niroake” หมายถึง  การจำลอง (ขั้นตอนต่อไปที่จำเป็นต้องทำเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากสังเกตุการณ์)​ คำที่สาม “nambahi” หมายถึง การเพิ่มคุณค่า (ความพยายามเพื่อให้แน่ใจว่าเวลาและบริบทในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ตามธรรมชาติ ตามที่สังเกตุ, เข้าใจ และควบคุมผ่านสองขั้นก่อนหน้า) ความรู้นี้ได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านคติชาวบ้าน, นิทานก่อนนอน, และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหรือเรื่องราวสั้น ๆ เรื่องราวเหล่านี้ต่างเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของป่าและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เช่น แม่น้ำและหน้าผาที่ห้ามมิให้ผู้คนตัดต้นไม้หรือหญ้า รวมถึงห้ามมิให้หยิบหรือเคลื่อนย้ายสิ่งใดก็ก็ตามจากที่ของมัน หรือทำให้ป่าแปดเปื้อนในทางใดทางหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันตั้งคำถามว่า ตำนานปรัมปรา, เรื่องเล่า, และอำนาจเหนือธรรมชาติน่าจะเป็นวิธีการที่ผู้คนในอดีตสื่อถึง “เหตุผล” และ “ความรู้” ก่อนที่ความคิดในลักษณะนี้จะถูกจัดประเภทในฐานะที่เป็น “สากล” หรือ “วิทยาศาสตร์”

 

2/
ในช่วงวัยเด็ก ฉันเรียนรู้เรื่องราวของภูเขาไฟเมราปีได้ผ่านการบอกเล่าและการเล่าเรื่อง (เช่น คุณปู่กำลังจัดงานเลี้ยง) และสัญลักษณ์ต่างๆ  นิทานเตือนใจถูกเล่าในฐานะที่เป็นเรื่องราว ส่วนนิทานสุภาษิต  (parables) มักเต็มด้วยการเปรียบเทียบคุณค่าและความรู้ที่บางครั้งมีลักษณะนามธรรม ผู้เป็นนายแห่งภาษานี้คือ Mas Penewu Suraksohargo, better known as Mbah Maridjan (“Grandfather Maridjan”) หรือ คุณปู่ Maridjan ผู้ซึ่งอยู่ในพื้นที่กึ่งๆ กลางๆ7 หรือผู้เฝ้าประตูแห่งวิญญาณ เขาได้รับมอบหมายให้คุ้มครองภูเขาเมราปีหลังจากพ่อของเขา ซึ่งเป็นผู้พิทักษ์แห่งขุนเขา และถูกเรียกขานว่า Suraksohargo ได้เสียชีวิตลงในปี 1982 ในเวลาที่เขาไม่ได้เล่าเรื่องตลกขบขัน เขามักจะพูดเป็นรหัสอันซับซ้อนที่ทั้งเข้าใจง่ายและยากในเวลาเดียวกัน สายตาของตัวมีประกายถึงความรอบรู้และใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เขาเกิดและใช้ชีวิตอยู่ที่ Kinahrejo  หมู่บ้านเล็กๆ อยู่ห่างจากภูเขาเมราปีราว 4.7 กิโลเมตร

ฉันพบกับ Mbah Maridjan ครั้งแรกในปี 2004 พร้อมกับกลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้องถิ่น ระหว่างทางที่ยังหมู่บ้าน  Kinahrejo จะต้องผ่านประตู ซึ่งปัจจุบันเป็นประตูทางเข้าที่นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่าเข้าไปยังพื้นที่ การเข้าสู่ประตูนี้ให้ความรู้สึกเหมือนการเข้าสู่หมู่บ้านศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ต่างช่วงเวลากับเรา ทันทีรถวิ่งเข้าไปถนนมีขนาดแคบลงและต้นไม้สูงขึ้น ในเวลาที่เรามองไปยังเส้นทางข้างหน้า การมองเห็นที่จำกัดลงทำให้เราทิ้งความเร่งรีบของเมืองไว้เบื้องหลัง ทั้งภาพโฆษณาปริมาณมาก, มลพิษทางอากาศ, และร่องรอยอื่นๆ ของชีวิตในเมือง ประสบการณ์นี้ทำให้รู้สึกราวกับว่าเรากำลังถูกโอบล้อมด้วยพลังอำนาจที่ทั้งให้ความรู้สึกได้รับการทนุถนอมและได้รับปกป้อง กระทั่งไปจนสุดถนนนั้นเองคือที่พำนักของ Mbah Maridjan

Mbah Maridjan มีชีวิตอย่างถ่อมตนรายล้อมไปด้วยชาวบ้านในความดูแลของเขา เขาไม่ได้ปกป้องดูแลเฉพาะภูเขาเมราปี หากยังรวมไปถึง “ธรรมชาติ” จะไม่มีการขายอะไรก็ตามใน  Kinahrejo ทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและเพื่อการขายทรัพยากรธรรมชาติสำหรับอุตหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมเป็นวัตถุดิบ ฉันจำคำบอกเล่าเก่าแก่ของชวาได้ดีว่า “Adoh ratu cedhak watu” หรือ “ไกลจากกษัตริย์, ใกล้ก้อนหิน” ทำให้เรามองเห็นภาพระยะห่างในเชิงภูมิศาสตร์ระหว่างศูนย์กลางการปกครอง (อาณาจักร) กับภูเขา ที่ซึ่งผู้คนเรียนรู้จากชีวิตและธรรมชาติ (ด้วยการทำความเข้าใจความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันระหว่างมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มากไปกว่าการให้ความสำคัญกับสถิติ, นโยบายของรัฐ, และเทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อความจริง) Mbah Maridjan เชื่อว่ามนุษย์มีอิสระภาพในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันตามสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้มา เขาเชื่อว่าไม่มีความรู้ใดที่เหนือว่าความรู้อื่นใด ในทางกลับกันความรู้ต่างมีคุณค่าต่อกันและกัน หนึ่งในคำพูดของเขาที่มีชื่อเสียงมาก คือ “ฉันเป็นคนเขลาคนหนึ่ง, ดังนั้นเขาจึงมีความสุขกับสิ่งที่เขามี คนฉลาดคงต้องการสิ่งต่างๆ มากกว่านี้ และในฐานะชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือ ฉันพยายามขัดเกลาผัสสะ ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ และเรียนรู้การมีชีวิต ฉันพยายามที่จะไม่มีชีวิตเพียงเพราะหายใจอยู่ แต่ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย”8.

ภายใต้สถานะนี้ เขาไม่ปฏิเสธต่อความเชื่อของเขาที่ว่าธรรมชาติจะเป็นผู้ให้และคุ้มครองเราให้ปลอดภัยตราบใดที่เราปกป้องธรรมชาติด้วย กล่าวได้ว่า Mbah Maridjan เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่ปกป้องหมู่บ้านจากอุตสาหกรรมบ่อทรายในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และโครงการพัฒนาของรัฐที่เข้ามาทำลายสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น ด้วยความเชื่อเช่นนี้จึงทำให้เขามีความขัดแย้งกับรัฐบาลอินโดนีเซียในหลายครั้ง ข้อตกลงที่โด่งดังที่สุดมาจากกรณีระหว่างเขากับสุลต่านแห่งยอร์คยาการ์ต้าในปี 2006 เนื่องจากเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลที่สั่งให้มีการอพยพออกจากพื้นที่ในช่วงเวลาที่ภูเขาไฟเมราปีกำลังประทุ เนื่องจากเขาเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่เขาต้องดูแลความปลอดภัยของภูเขา และจากสัญชาตญาณของเขาที่บอกว่ายังไม่ถึงเวลาที่ต้องอพยพ หลังเหตุการณ์นี้ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงมาก สุลต่านแห่งยอร์คยาการ์ต้าไม่พอใจที่เขาไม่ทำตามคำสั่งจนต้องไปที่หมู่บ้านเพื่อพูดคุยกับเขา เขากล่าวว่าเขาเชื่อฟังคำสั่งของสุลต่านในฐานะกษัตริย์เท่านั้น ควรจะกล่าวด้วยว่า ยอร์คยาการ์ต้าเป็นภูมิภาคพิเศษที่ยอมรับความเป็นสุลต่านทั้งในฐานะของกษัตริย์และผู้ว่าราชการจังหวัด ในครั้งนั้น  Mbah Maridjan ถือว่าคำสั่งที่ออกมานั้นมาจากสุลต่านในฐานะที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ใช่คำสั่งของกษัตริย์9 ด้วยสถานะของการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมักฟังข้อมูลหลักฐานจากวิทยาศาสตร์ ในขณะที่หากเป็นกษัตริย์น่าจะมองเห็นสัญญะจากธรรมชาติ ในท้ายที่สุด นิมิตของ Mbah Maridjan ก็เป็นจริง หลังการระเบิดเกิดขึ้นไม่ได้มีระดับที่รุนแรงและก่อให้เกิดความเสียไม่มากนัก ในขณะที่ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ภูเขาไฟและทางตอนเหนือของยอร์คยาการ์ต้า ทางตอนใต้ของยอร์คยาการ์ต้ากลับมีแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ริกเตอร์ทำลายผู้คนกว่า 3,000 คนในช่วงเวลาเพียง 57 วินาที ผู้คนที่อยู่ภายใต้ภูเขาเมราปีรอดชีวิต  Mbah Maridjan ได้รับการยกย่องในฐานะที่เป็นวีระบุรุและในฐานะผู้ต่อต้านที่กล้ายืนกรานต่อรัฐบาล ข่าวลือเกี่ยวกับพลังอำนาจของเขาแพร่กระจายออกไปจำนวนมาก ทั้งเรื่องราวที่เขาสามารถเดินเท้าเปล่าขณะที่ลาวากำลังไหลได้, การที่เขาสามารถตัวคนที่หลงทางในภูเขาเมราปีได้เสมอ, การที่เขาสามารถเดินทางจากบ้านเขาของกับพระราชวังของสุลต่าน

ได้อย่างรวดเร็วทั้งที่มีระยะทางห่างกันถึง 30 กิโลเมตร, รวมไปถึงการที่เขาสามารถอ่านสัญญะจากธรรมชาติได้อย่างแม่นยำกว่าใคร บรรดานักปีนเขา, ชาวบ้าน, และผู้คนที่รู้จักเขาดีตื่นเต้นที่ได้แบ่งปันเรื่องเล่าเกี่ยวกับพลังอำนาจของเขา อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนที่เข้ามาทำข่าวกลับลดทอนเรื่องราวของเขาให้เป็นเพียงแค่เรื่องของคนที่ต่อต้านอำนาจรัฐ อันเป็การมองข้ามความรู้อันหยั่งรากลึกที่สั่งสมมานานหลายปีของเขา การมีชื่อเสียงราวกับไฟสปอต์ไลท์ที่ส่องมาที่ตัวเขาเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของเขา หลังจากนั้นไม่นาน ชาวบ้านรวมตัวกันที่หน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้สื่อ, แฟนคลับ, นักแสวงหาโอกาส, หรือคนแปลกหน้าสามารถเข้าถึงเขาได้ เขาเองก็พยายามซ่อนตัวจากสื่อ ชื่อเสียงเป็นอันตรายและกัดกินตัวเขาเองจากข้างใน ภาพรอยยิ้มอันอบอุ่นและสายตาที่ส่องประกายหมองหม่นลง

ไม่นานหลังจากนั้นภูเขาเมราปีระเบิดครั้งใหญ่ในปี 2010 และพรากชีวิตของเขาไป พลังอำนาจของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป การจากไปของเขาได้เป็นจุดสิ้นสุดของยุคสมัย หลังจากที่เขาจากการจาก อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ที่เคยอยู่ล้อมรอบหมู่บ้านที่ไม่ขายอะไร แปรเปลี่ยนการขายทุกสิ่งทุกสิ่งอย่างที่สามารถขายได้ Elizabeth Inandiak,  นักเขียนและเพื่อนที่ดีของ Mbah Maridjan กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังสือของเธอที่ชื่อว่า ‘Babad Ngalor Ngidul’10 ไว้ว่า หลังจากที่เถ้าถ่านบริสุทธิ์ พื้นแผ่นดินของ Kinahrejo เต็มไปด้วยขยะพลาสติก ทำให้ต้นไม้ขาดอากาศหายใจ เรียกได้ว่าเป็นหายนะ จากหมู่บ้านศักดิสิทธิ์ที่อยู่ภายใต้ภูเขาเมรปีกลายมาเป็นตลาดขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันภูเขาไฟก็กลายมาเป็นสินค้าหลัก 11.

 

3/
“การนิยามว่าภาษาคืออะไรมักกล่าวว่า ภาษาคือสิ่งที่เลียนแบบความอยากรู้ สื่อเดียวที่เราสามารถใช้นิยามภาษาได้ก็คือภาษาในตัวมันเอง อาจจะดีที่สุดที่เราจะไม่กำหนดกฎเกณฑ์ของภาษา และความรู้ก็จะถูกเปิดกว้างออกไปอย่างลึกลับ”12

———

ในขณะที่ฉันกำลังเขียนเรื่องราวเหล่านี้ในปี 2021 ภูเขากำลังส่งเสียงร้องกึกก้อง การปะทุของภูเขาไฟเมราปีทำให้ทำวิจัยและการเดินทางของเราต้องสิ้นุสุดลง สถานะของภูเขาไฟได้ยกระดับความรุนแรงอยู่ในระดับ 3 จาก 5 ซึ่งเป็นความรุนแรงสูงสุดในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2020 หลังจากนั้นวันที่ 23 พฤศจิกายนก็มีข่าวว่าครอบครัวเสือดาวชวาเข้ามาป่วนเปี้ยนบนถนนใกล้กับหมู่บ้าน13 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นการบ่งบอกได้ว่าภูเขาไฟใกล้จะปะทุขึ้นมาแล้ว ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีภัยพิบัติทางธรณีวิทยายอรก์ยาการ์ตา หรือ บีพีพีทีเคจี (BPPTKG) ประกาศให้ผู้คนอยู่ในความสงบ ทั้งยังเน้นว่าการปรากฏตัวของสัตว์ป่าในหมู่บ้านไม่ได้บ่งบอกถึงอันตรายใดๆ ทั้งยังประกาศว่ารอยเท้าของเสือดาวชวาที่พบในหมู่บ้านอาจเป็นแค่รอยเท้าของสุนัขเท่านั้น14 ไม่ได้สื่อถึงการเตือนภัยใดๆ

ในทางกลับกัน ผู้คนในหมู่บ้านตรียมหัวรถไปทางใต้, หนังสือพิมพ์เก่าถูกขยำเพื่อนำมาใช้ในการกันลมเข้าบ้านเพื่อลดทอนความรุนแรงหากว่ามีเถ้าธุลีของภูเขาไฟแพร่กระจายในวงกว้าง ช่วงเวลากลางคือเหล่าผู้ชายในหมู่บ้านมารวมตัวรอบกองไฟเพื่อเฝ้าระวัง การเฝ้าระวังภูเขาไฟในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์น่าจะมีความผิดพลาดบางอย่าง หลังจากหลายปีผ่านไป ผู้คนในหมู่บ้านยังทำตามสิ่งที่ควรทำเมื่อมีการปะทุของภูเขาไฟ ต่างกันตรงนี้เสียงและการดูวิดีโอถ่ายทอดสด ไม่มีเสียงวิทยุสื่อสารแบบมือถือและการเฝ้ากะที่สถานีวิทยุแบบเดียวกับที่เคยทำก่อนปี 2010 ตอนนี้ผู้ติดตามดูภูเขาไฟผ่านการถ่ายทอดสดทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป้นทางการจากยูทูปและช่องทางสื่อสารอื่นๆ ในหลากหลายมุม15 ทั้งยังสามารถเข้าถึงได้จากทั่วโลก ผู้คนนับหมื่นคนที่เฝ้าดูการถ่ายทอดสดนี้ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน ช่องแชทสำหรับพูดคุยที่อยู่ข้างกันก็มักจะยุ่งอยู่เสมอ ทั้งแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของภูเขาไฟ ขณะเดียวกันก็วิเคราะห์สถานการณ์ต่างไปๆ ด้วยราวกับคอลัมน์ซุบซิบข่าวดาราดัง

การถ่ายทอดสดของภูเขาไฟเมราปีจากห้องนั่งเล่นหนึ่ง, ภาพถ่ายโดย Granita Elsara.

ฉันสงสัยว่าคุณปู่ภูเขาไฟของเราจะคิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อกาลหนึ่งนานมาแล้วที่นี้การจ้องมองหรือชี้นิ้วไปที่ภูเขาไฟถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ในช่วงเวลาที่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ยังคงเป็นพื้นที่ลี้ลับ ปัจจุบันแม้กระทั่งตลาดหรือแหล่งพบปะซึ่งเป็นพื้นที่รวมตัวกันของภูติผีต่างๆ ก็ได้รับการถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมงต่อวัน, 7 วันต่อสัปดาห์, นักวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์นานาชนิดในเฮลิคอปเตอร์รายงานสถานการณ์ต่างๆ ผ่าน Zoom โปรแกรมพูดคุย/ประชุมออนไลน์ นอกจากนี้ผู้คนสามารถติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการของ บีพีพีทีเคจี (BPPTKG) ได้ทางช่องยูทูปและเผย แพร่ลิงค์ของเว็บสัมมนาเหล่านี้ผ่าน WhatsApp บทสนทนาระหว่างการเฝ้าระวังในตอนกลางคืนตอนนี้เต็มไปด้วยคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสัณฐานวิทยา การเปลี่ยนรูปของภูมิทัศน์ การตีความความฝันหรือสภาวะกึ่งๆ กลางๆ ระหว่างสิ่งเหนือธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยการพูดคุยและการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ถึงความเป็นไปได้ในการพังทลายของภูเขาไฟ แผ่นดินไหวประเภทต่างๆ ความสูงและทิศทางของการระเบิด การพูดคุยเหล่านี้ราวกับว่าภูเขาไฟโปร่งใสและสามารถถอดรหัสต่างๆ ได้ แม้ว่าจะคาดการณ์ไม่ได้ก็ได้ การพูดคุยในลักษณะที่เป็นทางการเช่นนี้ทำให้รู้สึกว่าภูเขาเมราปีดูราวกับว่าอยู่ห่างไปจากชีวิต

ภาพ ‘Titik api diam’ ที่มองเห็นผ่านการถ่ายสอดสดของ BPPTKG จากหลากหลายมุมในเวลากลางคืน

ในวันที่ 4 มกราคม 2021, “titik api diam”16 อันหมายถึงภาพเปลวไฟลาวาปรากฏที่ปากป่องภูเขาเมราปีแสดงให้เห็นการมาถึงของการระเบิดครั้งใหม่  ในขณะที่ลาวาร้อนเริ่มไหลลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาเมราปี เราตระหนักได้ว่าเราคิดถึงความทรงจำในวัยเยาว์ของการชมภาพลาวาที่ไหลออกมาอย่างตื่นตาตื่นใจในเวลากลางคืน ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบของการระเบิดของภูเขาไฟและการไหลของลาวามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ภาพของลาวาร้อนที่สว่างโชติช่วงในเวลากลางคืนจากการมองเห็นที่ Kaliurang ในปี 2001 ได้หวนคืนกลับมาอีกครั้งหลังจาก 20 ปีผ่านไป มันทำให้เรา -ลูกหลานแห่งภูเขาเมราปี – รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง แทนที่เราจะมองภาพเหล่านี้ผ่านเครื่องมือดิจิทัลและการถ่ายทอดสดผ่านโทรศัพท์มือถือ, โทรทัศน์ เรากลับออกไปมองภาพที่เกิดจริงขึ้นด้วยตาของเราและนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กไปพร้อมกัน ในอีกครั้งหนึ่งที่เรารวมตัวรอบกองไฟพร้อมกับชาและถ้วยบะหมี่ เล่าเรื่องราวของเหล่าเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของภูเขา ความรู้สึกใกล้ชิดและการรับรู้ถึงผัสสะต่างๆที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยได้หวนคืนมาอย่างช้าๆ และในอีกครั้งหนึ่งที่ภูเขาไฟให้ความรู้สึกคุ้นเคยมากกว่าหวาดกลัว

ภาพลาวาที่ส่องสว่างจากจตุรัสเมือง Kaliurang, ภาพถ่ายโดย Bernhard Awuy, 2021
มิร่า อัสลินนิงเตียส (Mira Asriningtyas) เป็นภัณฑรักษ์อิสระและนักเขียนเกี่ยวกับศิลปะ อาศัยในยอคยาการ์ตา อินโดนีเซีย เธอเป็นส่วนหนึ่งของ De Appel Cura- torial Program 2016/2017, De Appel Art Center, อัมสเตอร์ดัม และ RAW Academie 6: CURA ณ RAW Material Company, ดาก้า นอกจากนี้เธอทำโครงการ Poetry of Space, จาการ์ตา และ ยอคยาการ์ตา (พ.ศ.2557); Fine (Art) Dining, Lir Space, ยอคยาการ์ตา (พ.ศ.2559); Goodluck, See You After The Revolution, UVA, อัมสเตอร์ดัม (พ.ศ.2560); Why is Everybody Being So Nice?, De Appel Art Center and Stedelijk Museum, อัมสเตอร์ดัม, (พ.ศ.2560); Coming Soon, Fondazione Sandretto Re Rebaudengo, ตูริน (พ.ศ.2561) และ The Transient Museum of a Thousand Conversation, ISCP, นครนิวยอร์ก (พ.ศ.2563) เป็นต้น ในปี 2560 เธอเริ่มทำ 900mdpl โครงการศิลปะเบียนนาเล่รูปแบบเฉพาะเจาะจงพื้นที่ในบ้านเกิดของเธออย่างเมืองคาลูรัง ที่ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ตั้งอยู่บริเวณตีนภูเขาไฟเมอราปี เพื่อเก็บรักษากลุ่มความทรงจำ ด้วยการเชิญชวนคนในท้องถิ่นและศิลปินต่างชาติมาร่วมพำนักและรวบรวมความทรงจำเชิงสังคมที่เกี่ยวพันธ์กับพื้นที่ดังกล่าว แนวความคิดเรื่องการเรียนรู้จากองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายอันฝังรากในบริบทท้องถิ่นเพื่อสำรวจระบบองค์ความรู้ ความยั่งยืนทางนิเวศวิทยา และผลกระทบของลัทธิอาณานิคมได้กลายมาเป็นวิธีการหลักในการวิจัยทั้งหลายของเธอ เช่น Genealogy of Ghost and How to Co-Live with Them, Ono-matopee, ไอนด์โอเวน (พ.ศ.2564) และงานตีพิมพ์ เช่น Re- visiting the Long Slow Walk to 900mdpl: a Personal Note ใน www.naturalcapital.online; Popping the Utopian Bubble of Yogyakarta Art Scene, Metropolis M (พ.ย. 2560); Sugar, Spice, and Everything Nice: A Proposal of Possibilities and Disobedience, De Appel Art Center, อัมสเตอร์ดัม และ When Did You Last Sip Tea from the Saucer?, NERO and FSRR, อิตาลี